Uncategorized

การออกแบบแม่พิมพ์โลหะ มีกี่ประเภทและมีขั้นตอนการทำอย่างไร

การออกแบบแม่พิมพ์โลหะในแต่ละครั้งจะต้องพิจารณาปัจจัยหลายๆอย่างประกอบกัน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สุดสำหรับการผลิตแม่พิมพ์ในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่นำมาใช้ อายุการใช้งาน ต้นทุนการผลิต ความเที่ยงตรงของผลลัพธ์ที่จะได้เป็นต้น ซึ่งก่อนที่เราจะไปสู่ขั้นตอนการออกแบบแม่พิมพ์โลหะนั้น เราจะต้องทำความเข้าใจกับส่วนประกอบของแม่พิมพ์แต่ละชนิด และประเภทของแม่พิมพ์แต่ละประเภทก่อนว่ามีลักษณะแบบใดบ้าง

หากสนใจทาง PisitMetal ของเรามีบริการ ปั้มโลหะ ขึ้นรูปโหละ ด้วยนะครับ

Contents

ขั้นรูปโลหะ

ประเภทของแม่พิมพ์

แบ่งตามการทำงานเป็น 4 ประเภทคือ 1. แม่พิมพ์เดี่ยว (Single Die) เป็นแม่พิมพ์ที่มีหนึ่งขั้นตอนในหนึ่งสถานี 2. แม่พิมพ์ผสม(Compound Die) เป็นแม่พิมพ์ที่มีหลายขั้นตอนในสถานีเดียว 3. แม่พิมพ์ต่อเนื่อง (Progressive Die) เป็นแม่พิมพ์ที่มีหลายสถานี ชิ้นงานจะถูกส่งต่อไปทีละสถานี และตัดชิ้นงานที่สถานีสุดท้าย และ 4. แม่พิมพ์ส่งผ่าน (Transfer Die) มีหลายสถานี แต่ชิ้นงานจะถูกแยกจากแผ่นโลหะตั้งแต่สถานีแรก ส่วนประกอบของแม่พิมพ์หลักๆ ประกอบไปด้วยสองส่วนที่สำคัญคือ แม่พิมพ์ตัวผู้ หรือ พั้นช์ (Punch) อยู่ด้าน และแม่พิมพ์ตัวเมีย หรือ ดาย (Die) เป็นตัวรับอยู่ด้านล่าง ทั้ง พั้นช์และดายจะถูกออกแบบมาให้สวมกันได้พอดี

อรูมีเนียม

การเลือกวัสดุถือเป็นความสำคัญแรกๆในการผลิตชิ้นส่วนแม่พิมพ์โลหะ

เนื่องจากวัสดุแต่ละประเภทมีความทนทานต่อการทำซ้ำและการสึกหรอแตกต่างกัน วิธีการพิจารณาว่าจะเลือกใช้วัสดุอะไรมาทำแม่พิมพ์นั้นๆ จะต้องดูว่าแม่พิมพ์จะถูกนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมแบบไหน ถ้าหากใช้งานในอุตสาหกรรมที่ต้องการความรวดเร็ว ผลิตชิ้นงานได้ครั้งละมากๆ อย่างอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไอที ไฟฟ้าและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จึงจำเป็นต้องเลือกใช้วัสดุที่ทนทาน ทนต่อความร้อนสูง จึงควรเลือกใช้วัสดุโลหะผสมเป็นหลัก แต่ถ้าหากแม่พิมพ์นั้นถูกนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมที่ผลิตชิ้นงานหลายๆ รูปแบบในครั้งเดียวกันแต่น้อยชิ้น ควรเลือกใช้วัสดุประเภท เหล็กกล้าคาร์บอน และ เหล็กกล้าเจือ เป็นต้น นอกจากนี้ในการออกแบบแม่พิมพ์นิยมชุบแข็งเหล็กที่นำมาใช้ เพื่อเพิ่มความทนทานรวมไปอายุการใช้งานของแม่พิมพ์ส่วนใหญ่อีกด้วย

ขั้นรูปโลหะ

การออกแบบ Punch และ Die ของแม่พิมโลหะ

นอกเหนือไปจากเรื่องของวัสดุแล้วนั้น สิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาคือ การวิเคราะห์หาค่า Clearance หรือ ค่าช่องว่างระหว่างแม่พิมพ์ ค่านี้ควรมีความพอดีที่จะทำให้แรงกระทำของแม่พิมพ์ไม่ทำความเสียหายกับชิ้นงาน เพราะหากค่าClearanceมากหรือน้อยเกินไปนอกจากจะทำให้ชิ้นงานเสียหายแล้วยังทำให้แม่พิมพ์สึกหรอเร็วขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ค่า Clearance ยังนำไปพิจารณาประกอบกับค่าอื่นๆ เพื่อใช้ออกแบบขนาดของแม่พิมพ์อีกด้วยเช่นกัน

สิ่งสำคัญในการออกแบบแม่พิมพ์

ประการสุดท้ายคือการออกแบบจัดวางแผ่น Strip การออกแบบนี้มีผลอย่างมากต่อการใช้พื้นที่แผ่นโลหะ เพราะเป็นการกำหนดตำแหน่งชิ้นงานว่าจะจัดวางในลักษณะใด และระยะห่างเท่าไร ถ้ารูปร่างชิ้นงานมีความคล้ายคลึงหรือเหมือนกันรูปร่างของ Strip จะทำให้ใช้พื้นที่ของ Strip ได้เต็มประโยชน์ ซึ่งการออกแบบแผ่น Strip ในการทำงานหนึ่งครั้งควรให้เกิดความคุ้มค่าของทรัพยากรมากที่สุด ควรกำหนดระยะขอบชิ้นงานไปจนถึงขอบของแผ่น Strip ให้เหลือเศษทิ้งน้อยที่สุด และควรระวังให้เป็นระยะที่พอดีที่จะไม่กระทบกับตัวชิ้นงานเองด้วย